ทำความรู้จักกับเทศกาลโอบง

ทำความรู้จักกับเทศกาลโอบง

1 August 2026 · 17:41

ทุกกลางเดือนสิงหาคม ท้องถนนในหลายเมืองของญี่ปุ่นจะสว่างไสวไปด้วยแสงโคมไฟ เสียงกลองไทโกะดังก้องไปพร้อมกับจังหวะเต้นรำที่ผู้คนทุกวัยรวมตัวกันเป็นวงกลม นี่คือบรรยากาศของเทศกาล "โอบง" (お盆) เทศกาลที่ฝังรากลึกอยู่ในความเชื่อของชาวญี่ปุ่นมานานกว่าพันปี ว่าด้วยการเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านของดวงวิญญาณบรรพบุรุษ

รากความเชื่อจากพุทธศาสนา

ต้นกำเนิดของโอบงมาจากคำว่า "อุลลัมพนะ" ในภาษาสันสกฤต ซึ่งญี่ปุ่นออกเสียงว่า "อุรบง" ก่อนจะย่อเหลือเพียง "โอบง" ตามตำนานทางพุทธศาสนา พระโมคคัลลานะ หนึ่งในสาวกของพระพุทธเจ้า มองเห็นด้วยฤทธิ์ญาณว่ามารดาของท่านต้องตกไปเกิดเป็นเปรตทนทุกข์ทรมาน ท่านจึงขอคำแนะนำจากพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยเหลือมารดา และได้รับคำสอนให้ถวายอาหารและสิ่งของแด่พระสงฆ์ในช่วงออกพรรษาเพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ เมื่อทำตามแล้วมารดาของท่านจึงพ้นจากความทุกข์ทรมาน เรื่องราวนี้กลายเป็นที่มาของประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่แพร่เข้าสู่ญี่ปุ่นราวศตวรรษที่ 6-7 และค่อยๆ ผสมผสานเข้ากับความเชื่อพื้นเมืองเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษและเทพเจ้าประจำท้องถิ่นในศาสนาชินโต จนกลายเป็นเทศกาลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของญี่ปุ่นเอง ไม่เหมือนกับอุลลัมพนะในประเทศอื่นที่นับถือพุทธศาสนา

1.00

วิญญาณที่กลับมาเยี่ยมบ้าน

หัวใจสำคัญของความเชื่อเรื่องโอบงคือการที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าในช่วงกลางฤดูร้อนนี้ ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษจะเดินทางกลับมายังโลกมนุษย์เพื่อเยี่ยมเยียนลูกหลานและบ้านเกิดของตนเองชั่วคราว ก่อนจะเดินทางกลับสู่โลกวิญญาณอีกครั้งเมื่อเทศกาลสิ้นสุดลง ความเชื่อนี้ไม่ได้มองว่าความตายเป็นจุดสิ้นสุดของความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตาย แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนสถานะ วิญญาณบรรพบุรุษยังคงผูกพันและห่วงใยลูกหลานอยู่เสมอ และครอบครัวก็ยังมีหน้าที่ต้องดูแลต้อนรับท่านเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

เพื่อต้อนรับและส่งวิญญาณเหล่านี้ ครอบครัวชาวญี่ปุ่นจะจุดไฟที่เรียกว่า "มุคาเอบิ" หน้าประตูบ้านในวันแรกของเทศกาลเพื่อเป็นสัญญาณนำทางให้วิญญาณหาทางกลับบ้านถูก และเมื่อถึงวันสุดท้ายก็จะจุดไฟ "โอคุริบิ" เพื่อส่งวิญญาณกลับคืนสู่โลกเบื้องหลัง ในบางภูมิภาคความเชื่อนี้ถูกขยายใหญ่ขึ้นเป็นพิธีกรรมระดับเมือง เช่น พิธีจุดไฟรูปอักษรบนภูเขาที่เกียวโตซึ่งเป็นการส่งวิญญาณในภาพรวมของทั้งเมือง หรือการปล่อยโคมไฟกระดาษลอยตามแม่น้ำที่เรียกว่า "โทโรนางาชิ" ซึ่งเปรียบเสมือนการนำทางดวงวิญญาณให้ล่องลอยกลับไปอย่างสงบ

1.00
ภาพประกอบจาก Tensura Nikki

แท่นบูชาและสัญลักษณ์แห่งการเดินทาง

ในบ้านของชาวญี่ปุ่นจำนวนมากจะมีการจัดแท่นบูชาชั่วคราวที่เรียกว่า "โชเรียวดานะ" ประดับด้วยผลไม้ ดอกไม้ และของไหว้ตามฤดูกาล สิ่งที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดคือการนำแตงกวาและมะเขือม่วงมาปักด้วยไม้จิ้มฟันให้มีลักษณะคล้ายม้าและวัว เรียกว่า "โชเรียวอุมะ" และ "โชเรียวอุชิ" ความเชื่อเบื้องหลังคือแตงกวารูปม้าเป็นพาหนะที่รวดเร็ว ใช้สำหรับให้วิญญาณรีบเดินทางกลับบ้านให้เร็วที่สุด ส่วนมะเขือม่วงรูปวัวเป็นพาหนะที่เชื่องช้า ใช้สำหรับตอนขาส่งวิญญาณกลับ เพื่อให้ท่านได้เดินทางกลับอย่างไม่เร่งรีบ สะท้อนความรู้สึกของลูกหลานที่อยากให้บรรพบุรุษอยู่ด้วยนานที่สุดเท่าที่จะทำได้

1.00

การเต้นรำที่ไม่ใช่แค่ความรื่นเริง

เทศกาลเต้นรำพื้นบ้าน "บงโอโดริ" ที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงกิจกรรมสนุกสนานประจำฤดูร้อน แท้จริงแล้วมีรากมาจากความเชื่อทางศาสนาเช่นกัน ตำนานเล่าว่าเมื่อพระโมคคัลลานะทราบว่ามารดาของท่านพ้นจากความทุกข์แล้ว ท่านรู้สึกปีติยินดีจนเต้นรำด้วยความดีใจ ชาวบ้านจึงเลียนแบบท่าเต้นนั้นสืบต่อกันมาจนกลายเป็นการเต้นรำเพื่อต้อนรับและปลอบขวัญดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ ไม่ใช่เพียงการรื่นเริงของคนเป็นเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความกตัญญูและความยินดีต่อการกลับมาของผู้ล่วงลับ


お盆とは?由来や慣わし、子供との過ごし方、学習教材のまとめ
お盆とは?由来や慣わし、子供との過ごし方、学習教材のまとめ

เมื่อความเชื่อเชื่อมโยงกับชีวิตครอบครัว

สิ่งที่ทำให้โอบงยังคงมีความหมายอย่างลึกซึ้งในสังคมญี่ปุ่นปัจจุบัน แม้จะอยู่ในยุคที่ความเชื่อทางศาสนาลดความเข้มข้นลงในหลายด้าน คือการที่เทศกาลนี้ผูกโยงเข้ากับสถาบันครอบครัวอย่างแนบแน่น ช่วงโอบงเป็นเวลาที่คนทำงานในเมืองใหญ่จำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนา ไปเยี่ยมสุสานบรรพบุรุษ ทำความสะอาดหลุมศพ และรวมญาติพร้อมหน้ากันอีกครั้ง ความเชื่อเรื่องวิญญาณจึงกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ครอบครัวได้กลับมาใกล้ชิดกัน ไม่ต่างจากที่คนไทยกลับบ้านไปทำบุญวันสารทหรือเชงเม้งเพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษ ความเชื่อทั้งสองวัฒนธรรมต่างสะท้อนแนวคิดร่วมกันว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อความตายมาถึง แต่ยังคงดำเนินต่อไปผ่านพิธีกรรมและความทรงจำที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นนั้นเองครับ

Mefilas

Mefilas

@mefilas